สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI โดยนางสาวโอมิกา บุญกัน ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นผู้แทนผู้อำนวยการสถาบัน นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ (มค.) และ สำนักรับรององค์กรรับรองและประเมินสมรรถนะของบุคคล (รค.) ร่วมงาน WorldSkills Shanghai 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 ก.ย. 2569 ณ National Exhibition and Convention Center (NECC) เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ธีม Shaping a Skills-Driven Future โดยมีนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานในพิธีเปิด และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐมาเลเซีย ร่วมในพิธี
มีการแข่งขันรวมกว่า 64 สาขาทักษะ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรม และบริการ ซึ่งไฮไลท์ของปีนี้ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติในการทำงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพของเยาวชนรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโลก ภายในงานมีผู้แทนหน่วยงานรัฐประเทศต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การระหว่างประเทศด้านการพัฒนากำลังคนและการ พัฒนาเศรษฐกิจ กลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยี และนายจ้าง รวมถึงเยาวชนที่ชนะการแข่งขันทักษะฝีมือในงาน WorldSkills ครั้งที่ผ่านมาเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดี พร้อมหารือเกี่ยวกับความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนกำหนดทิศทางการพัฒนาสมรรถนะและนโยบายการพัฒนากำลงคนและการจ้างงานร่วมกัน
ในงานสัมมนา WorldSkills มีการเสนอวาระการพัฒนาสมรรถนะภายใต้ WorldSkills Vision 2035 ประกอบด้วย 1) โมเดลความร่วมมือรัฐและเอกชนในการเรียนพร้อมกับทำงานที่สถานประกอบการ ซึ่งเป็นวิธีพัฒนาสมรรถนะอาชีพและ employability skills (soft skills และทัศนคติในการทำงาน) อย่างตรงจุด รวมถึงช่วยให้นักศึกษามีงานทำทันทีหลังเรียนจบ 2) การสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม ตลาดงาน และการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ โดยรัฐบาลทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจให้อุตสาหกรรมเข้ามานำการพัฒนาสมรรถนะ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนมีแรงจูงใจและมาตรการที่หลากหลาย ที่ให้สิทธิประโยชน์และงบประมาณมากกว่ากับบริษัทที่มีหลักฐานเชื่อมโยงการฝึกอบรมและการจ้างงานสูง หรือบริษัทที่ฝึกอบรมสมรรถนะอาชีพเฉพาะทาง (job-specific competencies) ไม่ใช่แค่สมรรถนะทั่วไป (fundamental technical competencies) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ว่าระบบฝึกอบรมนั้นมีแรงจูงใจและให้รางวัลกับอะไรกับผู้อบรม เพราะถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาสมรรถนะ 3) การปรับเปลี่ยนจุดเน้นเชิงนโยบายจากการฝึกอบรมสายวิชาชีพสำหรับนักศึกษาเป็นการฝึกอบรมสมรรถนะตลอดชีวิต (mid-career recharge) ผ่านการรับรองแบบ micro credentials และหลักสูตรระยะสั้น เนื่องจากสมรรถนะมีอายุสั้นลงทุกวัน 4) การปรับแนวทางการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะจากเน้นสมรรถนะอาชีพ (technical competencies) อย่างเดียว ให้ครอบคลุมถึงสมรรถนะพื้นฐาน (foundational competencies) เนื่องจากเป็นสมรรถนะที่ทำให้เรียนรู้สิ่งอื่นๆและสิ่งใหม่ได้ และควรรวมถึง soft skills เนื่องจากเป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าและเป็นที่ต้องการของนายจ้าง 5) การส่งเสริมแรงงานนอกระบบให้เข้าถึงการพัฒนาสมรรถนะ เนื่องจากหลายประเทศมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก แต่กลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาสมรรถนะในสถานประกอบการหรือสถานศึกษาได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากสมรรถนะได้เช่นกัน 6) การใช้ AI ในการส่งเสริมการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนากำลังคนและสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า AI จะเข้ามาแทนที่คนในอาชีพต่างๆ แต่ปัจจุบัน ยุโรป ออสเตรเลีย และข้อมูลระดับสากลชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆขาดกำลังคนในอาชีพช่าง (trade occupations) เป็นส่วนใหญ่ รวมถึง AI เข้ามาแทนที่งานธุรการ งานทั่วไป บางงาน แต่ไม่ได้มาแทนที่คน 7) ผู้แทนเยาวชนสะท้อนว่า รัฐบาลและนายจ้างไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นการฝึกอบรมความสามารถในการใช้ AI เนื่องจากเยาวชนส่วนใหญ่มีความสามารถนั้นอยู่แล้ว และ AI เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายมาก แต่ควรสร้างระบบที่มีความชัดเจนว่า เยาวชนจะเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องได้อย่างไร และให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการสมรรถนะและตลาดงานที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ข้อมูลระดับสากลชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลที่ AI ใช้ในปัจจุบันยังขาดความเป็นกลางและไม่ได้มีจำนวนมากพอ กำลังคนไม่ทราบว่าเครื่องมือ AI ตัวไหนดีที่สุดสำหรับงานนั้นๆ และสมรรถนะที่เยาวชนเข้าใจว่าจำเป็นและเป็นที่ต้องการในตลาดงานไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง 8) ประเทศต่างๆควรสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้เห็นว่าสมรรถนะนำไปสูชีวิตที่ดีขึ้น โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการฝึกอบรมสมรรถนะ การรับรอง งาน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศเข้าไว้ด้วยกันในระบบนิเวศการพัฒนากำลังคน ดังนั้น การพัฒนากำลังคนจึงต้องอาศัยกระทรวงต่างๆทำงานและประสานงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (whole of government approach)
นอกจากนี้ ภายในงาน ผู้แทน TPQI ยังได้ร่วมรับฟังการประชุมระดับนานาชาติ WorldSkills Conference ในหลากหลายหัวข้อ อาทิ "Shaping a skills-driven future" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรี ผู้บริหาร และผู้แทนจากองค์กรด้านการพัฒนาทักษะทั่วโลกกว่า 2,000 คน ไฮไลท์สำคัญอาทิ หัวข้อ “The future will be built by the skilled trades” โดย Mr. Christopher Nelson (President & CEO, Stanley Black & Decker) ผู้นำนวัตกรรมเครื่องมือช่างและเครื่องมืออุตสาหกรรมระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองวิสัยทัศน์ว่า “อนาคตของกำลังคนไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี แต่คือการพัฒนาคนให้มีทักษะวิชาชีพที่เข้มแข็ง และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน” นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอหัวข้อการประชุมอีกกว่า 5 เวที อาทิ หัวข้อ “ทิศทางสำคัญของกำลังคนในอนาคต กำลังคนในปี 2035 คือการผสานความเชี่ยวชาญของมนุษย์เข้ากับ AI และเครื่องจักรอัจฉริยะ” โดยลงทุนพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยี และสร้างระบบสนับสนุนให้คนทุกกลุ่มเปลี่ยนผ่านได้จริง, หัวข้อ “มุ่งสู่วาระร่วมระดับโลกด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ” ยกระดับ TVET เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคน และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงจาก AI สังคมสูงวัย และเศรษฐกิจสีเขียว, การขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านโครงการ TGTA โดยเยอรมนีสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ มุ่งพัฒนา 4 ด้านหลัก ได้แก่ ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การพัฒนานโยบาย การเสริมศักยภาพ และเครือข่ายความเป็นเลิศ เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดทิศทาง ทั้งภาครัฐ นายจ้าง ผู้แทนแรงงาน และเยาวชน เชื่อมการพัฒนาทักษะกับการใช้งานจริง ให้ตอบโจทย์ทั้งตลาดแรงงานและความต้องการของผู้เรียน, หัวข้อ “การสร้างระบบที่เชื่อมการเรียนรู้ ทักษะ และโอกาสในการทำงานตลอดชีวิต” ร่วมกับสถานประกอบการปรับหลักสูตรและมาตรฐานอาชีพ ให้ทันงานที่เปลี่ยนไป โดยนำทักษะ AI ดิจิทัล และทักษะสีเขียวมาเชื่อมกับงานแต่ละอาชีพ และ หัวข้อ “จะทำให้ “ทักษะ” เป็นแกนหลักของการพัฒนาคน เศรษฐกิจ และสังคมหลังปี 2030 ได้อย่างไร” โดยเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับโอกาสในการทำงาน เพื่อหาแนวทางกำหนดอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะ ภายใต้วาระการพัฒนาหลังปี ค.ศ. 2030 อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะต้องเชื่อม “การเรียนรู้–การลงทุน–งาน–ทางเลือกของเยาวชน” เข้าด้วยกัน
การเข้าร่วมงาน WorldSkills 2026 ของ TPQI ในปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำมุมมองและทิศทางการพัฒนาทักษะของทุนทนุษย์ในระดับสากล มาปรับใช้ในการยกระดับระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กำลังคนไทยมีทักษะที่ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างยั่งยืน